บ้านบรรทมสินธุ์ มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นบ้านไม้สองชั้นที่สร้างอยู่ริมน้ำ (หรือตั้งอยู่บนเสาริมน้ำ) มีโครงสร้างหลังคาที่ซับซ้อนประกอบด้วยจั่วหลายด้านและมีการเจาะช่องหน้าต่างบนหลังคา (Dormer) รวมถึงมีระเบียงไม้กว้างขวางที่ยื่นออกมาเหนือผิวน้ำ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแหล่งข้อมูลที่ให้มามีเพียงรูปภาพและไม่มีรายละเอียดเนื้อหาที่เป็นลายลักษณ์อักษร ผมจึงขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลภายนอก (ซึ่งคุณควรตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง) เกี่ยวกับประวัติและความสำคัญของชื่อ บ้านบรรทมสินธุ์ ดังนี้
ประวัติและความสำคัญ (ข้อมูลจากแหล่งภายนอก)
ความเป็นมาบ้าน บรรทมสินธุ์ เป็นชื่อเดิมของ บ้านพิษณุโลก ในปัจจุบัน ตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
การก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ พลเอก พระยาอนิรุทเทวา (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) อธิบดีกรมมหาดเล็กและผู้บัญชาการกรมมหรสพ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิด
สถาปัตยกรรมออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อ มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) (ผู้ออกแบบ
พระที่นั่งอนันตสมาคม) โดยตัวอาคารหลักเป็นสถาปัตยกรรมแบบเนออิตาเลียนเรอเนสซองส์ (Neo-Italian Renaissance) หรือที่มักเรียกว่าสไตล์เวเนเชียนโกธิค (Venetian Gothic)
ความสำคัญในภายหลังในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการซื้อบ้านหลังนี้จากตระกูลอนิรุทเทวาเพื่อใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาลและบ้านพักรับรองระดับสูง และเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านพิษณุโลก ต่อมาได้ถูกกำหนดให้เป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย
ข้อสังเกตเพิ่มเติม รูปภาพในแหล่งข้อมูล แสดงให้เห็นอาคารไม้ริมน้ำที่ดูเรียบง่ายกว่าอาคารหลักของบ้านพิษณุโลกในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเป็นเรือนไม้ดั้งเดิมในอาณาบริเวณของบ้านบรรทมสินธุ์ หรือเป็นอาคารที่ชื่อซ้ำกันในสถานที่อื่น เนื่องจากสถาปัตยกรรมหลักของบ้านบรรทมสินธุ์ (บ้านพิษณุโลก) ที่มีชื่อเสียงนั้นเป็นอาคารตึกก่ออิฐถือปูนที่มีความสง่างามระดับวัง
หากคุณต้องการสรุปข้อมูลในรูปแบบอื่น เช่น รายงานสรุปหรือสไลด์นำเสนอ สามารถบอกให้ผมจัดทำได้นะ
สถาปัตยกรรมไม้ของบ้านบรรทมสินธุ์ตามที่ปรากฏในภาพ สะท้อนถึงรสนิยมของราชสำนักและชนชั้นสูงในยุคนั้น (โดยเฉพาะในรัชสมัยรัชกาลที่ 6) ที่มุ่งเน้นการผสมผสานความเป็น ศิวิไลซ์(Civilized) แบบตะวันตกเข้ากับบริบทของไทยอย่างประณีต ดังนี้
การยอมรับอิทธิพลตะวันตกผ่านรายละเอียดที่ซับซ้อนรสนิยมในยุคนั้นเริ่มเปลี่ยนจากการสร้างเรือนไทยจั่วเรียบง่าย มาเป็นอาคารที่มีโครงสร้างซับซ้อนขึ้น เห็นได้ชัดจากการใช้หลังคาหลายชั้นและการเจาะช่องหน้าต่างบนหลังคา (Dormer) ถึง 3 จุด ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมยุโรปที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังแสดงถึงการนำความทันสมัยมาปรับใช้ให้เข้ากับวัสดุไม้ที่เป็นของท้องถิ่น
ความนิยมในสถาปัตยกรรมแบบลูกผสม (Hybrid Architecture)
ราชสำนักในยุคนั้นโปรดการว่าจ้างสถาปนิกชาวตะวันตก เช่น มาริโอ ตามาญโญ มาออกแบบอาคาร เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าและรสนิยมที่เป็นสากล เรือนไม้หลังนี้จึงไม่ใช่เรือนไทยดั้งเดิม แต่เป็นอาคารไม้ที่ใช้รูปทรงแบบยุโรป มีการใช้หน้าต่างบานเกล็ดและราวระเบียงไม้ที่มีลวดลายประณีต สะท้อนถึงฐานะและรสนิยมของผู้ครอบครองที่ได้รับการศึกษาและใกล้ชิดกับวัฒนธรรมตะวันตก
การยกระดับวิถีชีวิตริมน้ำให้เป็นสุนทรียภาพ แม้วิถีชีวิตคนไทยจะผูกพันกับน้ำมานาน แต่รสนิยมของราชสำนักในยุคนี้ได้เปลี่ยนจากการอยู่ริมน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค มาเป็นการอยู่ริมน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและสุนทรียภาพ เห็นได้จากระเบียงไม้กว้างขวางและชานพักที่ยื่นออกไปเหนือผิวน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการรับลมและชมทัศนียภาพ สอดคล้องกับชื่อพระราชทาน บรรทมสินธุ์ ที่สื่อถึงความรื่นรมย์บนสายน้ำ
ความเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม: การตั้งชื่อบ้านและลักษณะอาคารที่เชื่อมโยงกับคติความเชื่อ เช่น พระนารายณ์บรรทมสินธุ์
สะท้อนว่าแม้รสนิยมภายนอกจะเป็นตะวันตก แต่รากฐานทางความคิดยังคงยึดโยงกับคติความเชื่อในราชสำนักไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นการใช้สถาปัตยกรรมเพื่อสื่อถึงบุญบารมีและตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าของบ้านในฐานะข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด
สรุปได้ว่า เรือนไม้หลังนี้คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ราชสำนักไทยมีความเป็นเลิศในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมตะวันตกให้มีความนุ่มนวลและเข้ากับเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างสง่างาม





