วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

วัดเล่งเน่ยยี่

 




วัดมังกรกมลาวาส by ลักษณาวดี มีซิน


ปฐมบทแห่งมังกรและดอกบัวในย่านเจริญกรุง ในฐานะนักประวัติศาสตร์ศิลป์ การพิจารณา วัดมังกรกมลาวาสหรือที่คุ้นหูในนาม เล่งเน่ยยี่ จำเป็นต้องมองข้ามผ่านสถานะการเป็นเพียงศาสนสถานเพื่อไปสู่การวิเคราะห์ในฐานะ จุดยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรม" วัดแห่งนี้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2414 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยใช้เวลาก่อสร้างอย่างประณีตยาวนานถึง 8 ปีจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2422 ภายใต้การนำของพระอาจารย์สกเห็ง เพื่อเป็นรากแก้วของคณะสงฆ์จีนนิกายในสยาม นัยสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้คือการได้รับพระราชทานนาม วัดมังกรกมลาวาส จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่

หัว เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการหลอมรวมอัตลักษณ์จีนเข้ากับโครงสร้างรัฐไทยอย่างเป็นทางการ คำว่า เล่ง (มังกร) สื่อถึงอำนาจและบารมีตามหลัก ฮวงจุ้ย ของตำแหน่งที่ตั้งบนถนนเจริญกรุง ขณะที่ เน่ย (ดอกบัว) สื่อถึงความบริสุทธิ์แห่งพุทธธรรม การผสานกันของมังกรและดอกบัวจึงมิใช่เพียงชื่อ แต่คือการประกาศสภาวะทางจิตวิญญาณที่ประดิษฐานอยู่ท่ามกลางพลวัตของย่านการค้าที่มีชีวิตชีวาที่สุดของกรุงเทพฯ โดยมีสถาปัตยกรรมทำหน้าที่เป็น เปลือกภายนอกที่บรรจุรหัสลับทางความเชื่อรอให้ผู้มาเยือนได้ถอดรหัส 2. อัตลักษณ์สถาปัตยกรรมแต้จิ๋วโครงสร้างและ

นัยเชิงช่าง ผังอาคารของเล่งเน่ยยี่สะท้อนภูมิปัญญาชั้นสูงของสกุลช่างแต้จิ๋ว (จีนตอนใต้) โดยวางแปลนตามแบบ วัดหลวง ที่สร้างลำดับการเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ (Hierarchical Space) ผ่านระบบ ทางเข้า-ลานกลาง-วิหารหลัก การก้าวย่างผ่านประตูใหญ่เข้าสู่พื้นที่ภายในจึงเปรียบเสมือนการละทิ้งความสับสนทางโลกเข้าสู่สภาวะที่เป็นระเบียบตามคติจักรวาลวิทยาจีน หัวใจของงานสถาปัตยกรรมที่นี่คือการใช้เทคนิคโครงสร้างไม้และอิฐที่มั่นคง แฝงด้วยความอ่อนช้อยของหลังคาแบบ ง่อแข(Gable types) ที่มีการเชิดโค้ง

ของสันหลังคาอย่างได้จังหวะ พร้อมการประดับตกแต่งด้วยศิลปะเครื่องปั้นดินเผาแบบ เทียนกวง รูปมังกรและลวดลายมงคลที่ประดับอยู่บนสันหลังคา (Dragon Ridge) ซึ่งทำหน้าที่ปกปักรักษาอาคารตามนัยเชิงช่างวัดมังกรกมลาวาส (หรือวัดเล่งเน่ยยี่) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2414ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลระบุ

ว่าการก่อสร้างวัดแห่งนี้ใช้เวลาดำเนินการทั้งหมด 8 ปี จึงแล้วเสร็จ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2422 พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร (สกเห็ง) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก เริ่มดำรงตำแหน่งในปีที่ก่อตั้งวัดคือ พ.ศ. 2414 การจัดวางองค์ประกอบศิลป์และสัญลักษณ์บริเวณหน้าทางเข้าวัดมังกรกมลาวาสตามที่ปรากฏในภาพถ่าย มีความน่าสนใจและสะท้อนถึงคติความเชื่อทางศิลปวัฒนธรรมจีนอย่างชัดเจน ดังนี้

1. การจัดวางองค์ประกอบที่เน้นความสมดุล (Symmetry and Balance) ทางเข้าหลักและป้ายชื่อกึ่งกลางของภาพคือประตูทางเข้าที่สอบลึกเข้าไปด้านใน ด้านบนประดับป้ายชื่อ วัดมังกรกมลาวาส ในภาษาไทย ซึ่งเป็นการวางตำแหน่งจุดเด่นไว้ตรงกลางเพื่อสร้างความรู้สึกที่มั่นคงและเป็นทางการ การขนาบข้างด้วย

สัญลักษณ์คู่มีการวาง เสาคู่ที่จารึกอักษรจีน (ตุ้ยเหลียน) และ โคมไฟจีน ที่แขวนเรียงเป็นแนวตั้งทั้งสองด้านของประตู ช่วยสร้างจังหวะทางสายตาที่สมมาตรและนำไปสู่จุดศูนย์กลาง สิงโตหินผู้พิทักษ์บริเวณหน้าทางเข้าทั้งสองด้านมี สิงโตหินแกะสลัก ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานหิน ซึ่งตามคติจีนสิงโตคู่ทำหน้าที่เป็นทวารบาลหรือผู้ปกปักรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ 

2. องค์ประกอบแนวตั้งและแนวนอน (Vertical and Horizontal Lines)เส้นสายของหลังคาองค์ประกอบส่วนบนโดดเด่นด้วยเส้นแนวนอนของ หลังคาซ้อนชั้นแบบจีน ที่มีความโค้งมนและประดับด้วยลวดลายมังกรที่ดูเคลื่อนไหว ตัดกับเส้นแนวตั้งของเสาและแถวโคมไฟ พื้นผิวและลานหน้าวัด: พื้นหินด้านหน้าที่มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัดวางต่อกัน ช่วยสร้างระนาบแนวนอนที่กว้างขวาง ทำให้ตัวอาคารดูสงบและตั้งมั่นอยู่บนรากฐานที่แข็งแกร่ง

3. สัญลักษณ์เชิงความหมาย (Symbolic Elements) มังกรและสัตว์มงคลบริเวณสันหลังคามีงานประติมากรรมรูปมังกรและสัตว์มงคลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความบารมี และความเป็นสิริมงคล อักษรจีนบนเสาและป้ายการใช้ตัวอักษรจีนพู่กันบนแผ่นป้ายไม้สีเข้มข้างประตู ไม่เพียงแต่เป็นองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงาม แต่ยังสื่อถึงหลักธรรมหรือคำอวยพรที่เป็นมงคลตามประเพณีจีนความร่วมสมัยใน

พื้นที่ประวัติศาสตร์การจัดวาง ป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ที่แสดงแบบจำลองอาคารเรียนของโรงเรียนวัดมังกรกมลาวาสวิทยาลัยทางด้านขวาของภาพ เป็นการเพิ่มองค์ประกอบใหม่ที่สะท้อนถึงบทบาทของวัดในการเป็นสถานศึกษาและพัฒนาชุมชนในปัจจุบัน

4. การใช้แสงและเงาในภาพขาวดำ (Chiaroscuro Effect) ความมืดภายในซุ้มประตูที่ตัดกับความสว่างของผนังด้านนอก ช่วยสร้างมิติความลึก (Depth) ทำให้ทางเข้าดูขรึมขลังและน่าค้นหา ขณะที่เงาที่ตกกระทบบนลวดลายแกะสลักช่วยให้รายละเอียดของงานศิลปะบนหลังคาและเสาดูนูนเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

Symbols of thai power

 





Symbols of Thai Power by wofe99


เหตุผลสำคัญที่มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปฐมฤกษ์ลงใน สมุดไทย หรือสมุดข่อยนั้นปรากฏข้อมูลในแหล่งข้อมูลดังนี้

1. เพื่อความศักดิ์สิทธิ์และเป็นของขลังตามคำกล่าวของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรก ระบุว่า เมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีรับสั่งว่าการประกาศรัฐธรรมนูญเป็นของสำคัญยิ่งใหญ่ จึงควรมีพิธีรีตอง และ ทรงเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นของที่ควรจะขลัง จึงต้องการให้เขียนลงในสมุดไทย

2. การเปลี่ยนนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ราษฎรตระหนักถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองระบอบใหม่ ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นนามธรรมจึงถูกทำให้เป็น รูปธรรมผ่านสัญลักษณ์ที่สร้างการจดจำ ซึ่งสมุดไทยคือหนึ่งในสัญลักษณ์หลักนั้น

3. การสืบทอดธรรมเนียมโบราณการจารึกลงในสมุดไทยเป็น ธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยจะมีการจัดทำขึ้นครั้งละ 3 ฉบับ (ฉบับต้น 1 และคู่ฉบับ 2) ตามแบบแผนโบราณ เพื่อแยกเก็บรักษาไว้ในที่ต่าง ๆ เผื่อกรณีเกิดสงครามหรือฉบับใดสูญหาย จะได้มีฉบับที่เหลือไว้สำหรับสอบทานได้

4. เพื่อเป็นตราสัญลักษณ์ของระบอบใหม่ การใช้รัฐธรรมนูญในสมุดไทยทูนบนพานแว่นฟ้า ถูกนำมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์เพื่อให้ ระบอบใหม่ แทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแพร่หลาย การจัดทำรัฐธรรมนูญในสมุดไทยนี้ยังคงยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ โดยจะใช้ตัวอักษรที่เรียกว่า รัตนโกสินทร์ ในการจารึก และห่อด้วย "ผ้าเยียรบับ" เพื่อแสดงถึงสถานะกฎหมายสูงสุดของประเทศวัตถุประสงค์หลักของการจัดสร้างรัฐธรรมนูญจำลองจำนวน 70 ชุด ในปี พ.ศ. 2477 มีดังนี้

1. เพื่อให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน: จากแนวคิดของนายจำรัส มหาวงศ์นันทน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ที่เสนอให้อัญเชิญรัฐธรรมนูญจำลองไปยังจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้ราษฎรมีสิ่งยึดเหนี่ยวในระบอบการปกครองใหม่

2. เพื่อเผยแพร่รัฐธรรมนูญให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง: มุ่งเน้นการสร้างการรับรู้และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดให้เข้าถึงประชาชนทั่วทุกภูมิภาค

3. เพื่อให้ราษฎรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นการเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เพื่อสร้างการจดจำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การจัดสร้างในครั้งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหลวงวิจิตรวาทการ และมีการประสานงานกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรมในด้าน

การออกแบบ จนได้ลักษณะเป็นสมุดไทยลงรักปิดทองวางบนพาน 2 ชั้น ซึ่งต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดและพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทั้งในส่วนของงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรม มีรายนามดังนี้

ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรม หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบโครงสร้างทั้งหมดของอนุสาวรีย์โดยแบบของท่านเป็นแบบที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดการออกแบบที่จัดขึ้นในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ดำเนินการควบคุมการก่อสร้างในภาพรวมอีกด้วยผู้ออกแบบประติมากรรมศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และ สิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ร่วมกันออกแบบงานประติมากรรมที่ปรากฏบนอนุสาวรีย์

คณะทำงานก่อสร้างในระหว่างการก่อสร้างซึ่งเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2482 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี รับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และมี สิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ช่วยปั้นชิ้นงานอนุสาวรีย์ นอกจากนี้ ในแหล่งข้อมูลยังมีการระบุชื่อของ จิตรเสน อภัยวงศ์ ไว้ในส่วนของหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งก่อสร้างนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภายนอกที่อาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมระบุว่า จิตรเสน อภัยวงศ์ เป็นผู้ออกแบบอาคาร

รูปทรงทันสมัยที่ตั้งอยู่เรียงรายตลอดแนวถนนราชดำเนินรอบอนุสาวรีย์ แต่ตัวอนุสาวรีย์หลักเป็นผลงานของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ตามที่แหล่งข้อมูลในบทความระบุไว้ องค์ประกอบที่กลุ่มผู้ออกแบบได้สร้างสรรค์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปีก ทั้ง 4 ด้าน หรือ ประติมากรรมพานแว่นฟ้า ล้วนจงใจออกแบบมาเพื่อสื่อถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎรและการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

วัดลียบ

 




Thai Style History by Puyana


วัดราชบุรณราชวรวิหาร หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดเลียบ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและความสำคัญในฐานะศาสนสถานที่เป็นประจักษ์พยานถึงการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ไทย ดังนี้

ประวัติความเป็นมา สมัยก่อตั้ง อยุธยา - ธนบุรีเดิมชื่อว่า วัดเลียบ เป็นวัดโบราณที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดที่มีพระราชาคณะจำพรรษามาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี การสถาปนาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อราว พ.ศ. 2336 สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 1 ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวงและพระราชทานนามว่า วัดราชบุรณราชวรวิหาร ตามธรรมเนียมโบราณที่จะมีวัดชื่อนี้เป็นวัดสำคัญประจำราชธานี ควบคู่กับวัดมหาธาตุและวัดราชประดิษฐฐานการขยายตัว

และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพรัชกาลที่ 2 โปรดให้สร้างพระอุโบสถและพระวิหารใหม่ พร้อมอัญเชิญพระพุทธรูป 162 องค์จากหัวเมืองต่าง ๆ มาประดิษฐาน รัชกาลที่ 3โปรดให้ขุดคูรอบวัดและสร้าง พระพุทธปรางค์ขนาดใหญ่ประดับกระเบื้องเคลือบทั้งองค์ รัชกาลที่ 4 มีการตัดถนนตรีเพชรผ่านกลางวัด ทำให้ต้องรื้อย้ายกุฏิและสร้างห้องแถวบำรุงวัด พื้นที่บางส่วนในอดีต ซึ่งเคยมีถึง 35 ไร่ได้กลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนเพาะช่างในปัจจุบันวิกฤตการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2488 วัดถูกทิ้งระเบิดเนื่องจากอยู่ใกล้จุดยุทธศาสตร์ (สะพานพุทธฯ และโรงไฟฟ้าวัดเลียบ 

ทำให้พระอุโบสถ พระวิหาร และภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่งถูกทำลายจนเกือบหมด จนมีการประกาศยุบเลิกวัดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 การฟื้นฟู: หลังสงคราม พระราชพฤฒาจารย์ เชียง อินฺทโชโตและนายควง อภัยวงศ์ ได้ขอพระบรมราชานุญาตตั้งวัดขึ้นใหม่ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2491 และได้เริ่มบูรณะจนกระทั่งรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถจตุรมุขในปี พ.ศ. 2503, ความสำคัญของวัด 

1. ศูนย์รวมงานประณีตศิลป์ชั้นเอกพระอุโบสถจตุรมุขหลังปัจจุบันเป็นแหล่งรวมฝีมือช่างชั้นครู เช่น หลวงวิศาลศิลปกรรม และนายสง่า มะยุระ ภายในประดิษฐาน พระพุทธมหาราช พระประธานที่รัชกาลที่ 9 ทรงเททองหล่อ

2. โบราณสถานสำคัญมี พระพุทธปรางค์ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และรอดพ้นจากระเบิดในช่วงสงครามมาได้ รวมถึง สุสานญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาคารเก็บอัฐิชาวญี่ปุ่นที่สะท้อนถึงร่องรอยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

3. ความสำคัญเชิงลำดับชั้นทางศาสนาในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (มี) และ (นาค)

4. จุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรม ปัจจุบันวัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเขตพระนครที่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ และยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมชมในฐานะ จุดเช็คอิน ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยโดยสรุป วัดราชบุรณราชวรวิหารไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานเพื่อการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและการฟื้นตัวจากสงคราม จนกลับมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของกรุงเทพมหานคร สาเหตุสำคัญที่ทำให้วัดราชบุรณราชวรวิหาร วัดเลียบ ถูกสั่งยุบเลิกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรายละเอียดดังนี้

ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่อันตรายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญที่เป็นเป้าหมายโจมตีทางอากาศ คือ สะพานพระพุทธยอดฟ้า และ โรงไฟฟ้าวัดเลียบ การถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2488 เครื่องบินได้ทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้วัดได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงความพินาศของศาสนสถาน:แรงระเบิดได้ทำลายพระอุโบสถ พระวิหาร กุฏิ และเสนาสนะต่าง ๆ จนเกือบหมดสิ้น นอกจากนี้ ยังสูญเสียทรัพย์สินทางศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้อย่างภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่งภายในพระอุโบสถที่ถูกทำลายไปพร้อมกันด้วย

สภาพวัดที่เหลือเพียงซากหลังการโจมตี สิ่งที่เหลือรอดมาได้มีเพียงพระพุทธปรางค์ สุสานญี่ปุ่น และพระพุทธรูปในสภาพที่ชำรุดเสียหายเท่านั้น มติการยุบเลิกเนื่องจากวัดได้รับความเสียหายแทบทั้งหมดจนไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ คณะสังฆมนตรีและคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นสมควรให้ยุบเลิกวัดประกาศอย่างเป็นทางการ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศยุบเลิกวัดราชบุรณราชวรวิหารอย่างเป็นทางการเมื่อ

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 หลังจากมีการยุบเลิกวัดแล้ว แหล่งข้อมูลระบุว่าได้มีการอนุญาตให้วัดอื่น ๆ ทั่วประเทศสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปที่ยังหลงเหลืออยู่ไปประดิษฐานยังวัดของตนได้ตามความประสงค์ ก่อนที่จะมีการริเริ่มดำเนินการขอตั้งวัดขึ้นใหม่และบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งในปี พ.ศ. 2491

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

Woengnakornkasaem

 



Woengnakornkasaem by ลักษณาวดี มีซิน





เวิ้งนาครเขษม มีความหมายอันเป็นมงคลว่า เวิ้งอันเป็นที่รื่นรมย์ของชาวเมือง โดยมีรายละเอียดที่มาของชื่อดังนี้ ผู้ประทานชื่อชื่อนี้ได้รับประทานมาจาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เหตุผลในการตั้งชื่อ: ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าฯ ให้ขุดไว้เพื่อให้ประชาชนใช้สอย เรียกว่า วังน้ำทิพย์เมื่อเวลาผ่านไปมีชุมชนเกิดขึ้นโดยรอบสระน้ำ เจ้าฟ้าบริพัตรฯ จึงโปรดให้ถมสระน้ำนั้นจนกลายเป็นพื้นที่

โล่งกว้าง (เวิ้ง) และตั้งชื่อเพื่อให้เป็นสถานที่ที่สร้างความสุขและความรื่นรมย์ให้กับชาวเมืองที่อาศัยอยู่โดยรอบการเรียกในปัจจุบันแม้ชื่อดั้งเดิมจะสะกดว่า นาครเขษม แต่ต่อมาประชาชนได้เรียกเพี้ยนไปจนกลายเป็น เวิ้งนครเกษม ซึ่งเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยและถูกนำมาใช้เป็นชื่อโครงการพัฒนาพื้นที่ใน

ปัจจุบันความหมายของชื่อนี้เปรียบเสมือนการนิยาม สวนหลังบ้านของเมือง ในยุคอดีต ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับมอบความสุขและการพักผ่อนหย่อนใจให้แก่ผู้คนในชุมชนนั่นเองมรดกทางวัฒนธรรมของเวิ้งนาครเขษม เป็นการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ราชสำนัก วิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายจีน และวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ที่สืบทอดมานานกว่าศตวรรษ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. รากฐานจากพื้นที่หลวงสู่รื่นรมย์ของชาวเมือง มรดกในเชิงพื้นที่เริ่มต้นจากที่ดินของราชสกุล โดยเดิมเรียกว่า เวิ้งท่านเลื่อน และเคยเป็นที่ตั้งของ วังน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดเพื่อให้ประชาชนได้ใช้สอยต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ประทานชื่อว่า เวิ้งนาครเขษม ซึ่งหมายถึงเวิ้งอันเป็นที่รื่นรมย์ของชาวเมือง และกลายเป็นรากฐานของชุมชนการค้าในเวลาต่อมา

2. อัตลักษณ์แห่ง ตลาดการค้าในตำนาน เวิ้งนาครเขษมสั่งสมมรดกผ่านวิถีการค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละยุคสมัยตลาดโจร (Thief Market) หลังการเลิกทาส อดีตทาสนำทรัพย์สินจากวังมาขายในย่านนี้ กลายเป็นแหล่งค้าของเก่าและของโบราณที่ชาวต่างชาติต่างรู้จัก ศูนย์รวมเครื่องดนตรีและนวัตกรรมเป็นตลาดแรกที่มีการนำเข้า เครื่องดนตรีตะวันตก มาจำหน่ายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และยังเป็นที่ตั้งของ โรงภาพยนตร์นาครเขษม ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ภายในศูนย์การค้าแห่งแรกของไทย แหล่งรวมสินค้าเฉพาะทาง ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องครัว เครื่องทองเหลือง หนังสือเก่า และแผ่นเสียงหายาก ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนจดจำ

3. มรดกทางสถาปัตยกรรมและวิถีชุมชน สถาปัตยกรรมร่วมสมัย อาคารในเวิ้งฯ ยุคแรกออกแบบทรงตะวันตก มีลายปูนปั้นที่กรอบประตูหน้าต่าง และซุ้มประตูไม้สักฉลุลวดลายอย่างวิจิตร แม้แต่ใน MV Haegeum ของศิลปินระดับโลกอย่าง Suga (Agust D) ยังเลือกใช้บรรยากาศของที่นี่สะท้อนอัตลักษณ์ไชน่าทาวน์ในไทย จิตวิญญาณชุมชน ครอบครัวกว่า 440 ครัวเรือนสืบทอดกิจการมาหลายชั่วอายุคน มรดกที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องเล่าและความทรงจำ ของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ต่อสู้สร้างเนื้อสร้างตัวมานานกว่า 100 ปี

4. การอนุรักษ์และการตีความใหม่ (Legacy of the Past) ในปัจจุบัน มรดกทางวัฒนธรรมนี้กำลังถูกนำมาตีความใหม่ผ่านโครงการ เวิ้งนครเกษม เยาวราช ของ AWC การรักษาโครงสร้างเดิมมีการอนุรักษ์โครงสร้างภายนอกของอาคารพาณิชย์เก่าแก่เพื่อปรับปรุงเป็นโรงแรมหรูและพื้นที่ค้าปลีก สัญลักษณ์ใหม่ การสร้าง ศาลาจีน (Chinese Pavilion) สูง 8 ชั้น เพื่อเป็นภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่ และการจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์เวิ้งนครเกษม เพื่อจัดแสดงสิ่งของและภาพประวัติศาสตร์ของชุมชนดั้งเดิม,การเชื่อมต่อยุคสมัย: การนำเอา

มรดกทางวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด Legacy of the Past, Inspiration of Tomorrow มรดกทางวัฒนธรรมของที่นี่เปรียบเสมือนวัตถุโบราณล้ำค่าที่ถูกนำมาจัดวางในตู้โชว์สมัยใหม่ แม้ตัวตนดั้งเดิมในฐานะชุมชนที่มีชีวิตจะเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ (การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส) แต่เรื่องราวและรูปแบบทางสถาปัตยกรรม (วัตถุโบราณ) ยังคงถูกรักษาและนำเสนอใหม่เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีต

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Grand Palace

 





The Grand Palace by ใกล้รุ่ง


พระบรมมหาราชวัง โดยพิจารณาจากแหล่งข้อมูลและประวัติการสนทนา สามารถวิเคราะห์ความสำคัญในด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้

1. ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม พระบรมมหาราชวังไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่ยังเป็น คลังข้อมูล ที่รวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และงานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของชาติไว้ในที่เดียวกัน จากภาพในแหล่งข้อมูล เราจะเห็นงานสถาปัตยกรรมที่มีความวิจิตรบรรจง เช่น ศาลาทรงแปดเหลี่ยม ที่มีฐานขาสิงห์สูงตระหง่าน เสารับซุ้มโค้ง (Arch) และหลังคาทรงโดมประดับยอดแหลม ซึ่งสะท้อนถึงยุคสมัยของการรับอิทธิพลศิลปะสากลมาผสมผสานกับอัตลักษณ์ไทย


2. อัตลักษณ์สถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน หนึ่งในเสน่ห์ที่โดดเด่นของพระบรมมหาราชวังคือการอยู่ร่วมกันของงานศิลปะหลายรูปแบบ งานไทยประเพณีเห็นได้จากอาคารในพื้นหลังที่มีหลังคาประดับช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ งานอิทธิพลตะวันตก สะท้อนผ่านโครงสร้างเรขาคณิตที่มีความสมมาตร การใช้ซุ้มโค้งแบบฝรั่ง และทรงหลังคาแบบโดมที่เห็นได้ชัดเจนในอนุสรณ์สถานส่วนหน้าความประณีตเชิงช่างรายละเอียดการแกะสลักที่หัวเสาและฐานบัวซ้อนชั้น แสดงถึงฝีมือช่างหลวงที่ละเอียดลออที่สุดเพื่อเชิดชูความสำคัญของสถานที่ 

3. การจัดการพื้นที่และลำดับชั้นความศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ภายในพระบรมมหาราชวังมีการจัดระเบียบอย่างเป็นสากลและมีความหมายเชิงสัญลักษณ์พื้นที่โล่งและการสร้างระยะการจัดวางสิ่งก่อสร้างบนลานหินกว้างช่วยส่งเสริมให้อาคารแต่ละองค์ดูโดดเด่นและมีสง่าราศี การกำหนดเขตมีการใช้โซ่กั้นและเสาตกแต่งเพื่อสร้างอาณาเขตของสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์ แยกออกจากพื้นที่ทางเดินทั่วไป


4. แหล่งเรียนรู้และการเยี่ยมชม ในปัจจุบัน พระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่มีระบบการจัดการที่ดี โดยมี ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีส่วนของ คลังภาพ ที่รวบรวมความงดงามของสถานที่ไว้ให้ศึกษาค้นคว้าได้อีกด้วย หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ พระบรมมหาราชวังเปรียบเสมือน พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต(Living Museum) ที่รวบรวมมรดกทางปัญญา ความศรัทธา และศิลปวิทยาการของไทยในแต่ละยุคสมัยมาถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเพชรยอดมงกุฎของสถาปัตยกรรมไทย

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยอ้างอิงจากข้อมูลในแหล่งข้อมูลและบริบทของสถาปัตยกรรมที่ปรากฏในภาพ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้
ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงว่า ภาพในแหล่งข้อมูล นั้นไม่ใช่ตัวองค์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทโดยตรง แต่เป็น ศาลาหรืออนุสรณ์สถานขนาดเล็ก (เช่น ศาลาเครื่องราชอิสริยาภรณ์) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันภายในเขตพระราชฐาน ซึ่งสะท้อนถึง อิทธิพลทางสถาปัตยกรรมแบบเดียวกัน กับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ดังนี้ สถาปัตยกรรมแบบ

ผสมผสาน (Eclecticism) เช่นเดียวกับอาคารในภาพ ที่มีการใช้ โดม (Dome) และ ซุ้มโค้ง (Arch) แบบตะวันตก ผสมกับยอดแหลมและลวดลายไทย พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทถือเป็สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดในลักษณะ ฝรั่งสวมชฎา คือมีตัวอาคารเป็นแบสถาปัตยกรรมตะวันตก (Renaissance) แต่ส่วนหลังคาเป็นทรงปราสาทแบบไทยประเพณี สัญลักษณ์ของการปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ สถาปัตยกรรมที่มีความสมมาตรและใช้โครงสร้างที่ดูแข็งแรงดังที่เห็นในภาพ สะท้อนถึงประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคแห่งการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยตามแบบสากล(Westernization) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมีอารยธรรมของสยามในขณะนั้น 

ความละเอียดอ่อนของงานช่างงานฐานขาสิงห์และรายละเอียดบัวปลายเสาในแหล่งข้อมูล แสดงให้เห็นถึงความพยายามของช่างไทยในการรักษา อัตลักษณ์ของศิลปะไทย ไว้แม้จะใช้รูปแบบอาคารที่เป็นสากลมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับการออกแบบพระที่นั่งจักรีมหาปราสาททีต้องการรักษา ยอดปราสาทไว้เพื่อบ่งบอกถึงสถานะความเป็นพระมหากษัตริย์ไทย ความสมบูรณ์แบบทางเรขาคณิตการใช้ผังแปดเหลี่ยมและความสมมาตรแบบรัศมีในภาพ เป็นการนำหลักเรขาคณิตมาใช้เพื่อให้สิ่งก่อสร้างดูสง่างามจากทุกมุมมอง ซึ่งสอดคล้องกับการวางผังอาคารหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่มีความสมมาตรและโอ่อ่าเป็นพิเศษ


ข้อมูลส่วนที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลเพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น (เนื่องจากข้อมูลนี้อยู่นอกเหนือจากแหล่งข้อมูลที่ให้มา) พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท องค์จริงนั้นเดิมทีถูกออกแบบให้มีหลังคาเป็นโดมแบบตะวันตกทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับตัวอาคาร แต่ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นหลังคาทรงปราสาทตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 เพื่อรักษาธรรมเนียมการสร้างปราสาทในพระราชวังไว้หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและอาคารในลักษณะนี้เปรียบเสมือน ทูตทางวัฒนธรรมที่สื่อสารกับโลกด้วยภาษาตะวันตก (โครงสร้างและโดม) แต่ยังคงสวมชุดประจำชาติอย่างเต็มภาคภูมิ (ยอดปราสาทและลวดลายไทย) เพื่อประกาศเอกราชและอารยธรรมของชาติ


วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เยาวราชในสมัยก่อน

 


การวิเคราะห์ว่าทำไมห้างทองร้านอื่น ๆ จึงนิยมใช้ชื่อหรืออ้างอิงถึง ทองจากเยาวราช สามารถพิจารณาได้จากอิทธิพลทางประวัติศาสตร์และภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลดังนี้


1. การสร้างบรรทัดฐานความน่าเชื่อถือ (Trust & Authority) จากภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของห้างขายทองตั้งโต๊ะกัง ซึ่งเป็นสถาบันทองคำที่เก่าแก่ที่สุด แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของกิจการผ่านสถาปัตยกรรมอาคารที่โอ่อ่าและทันสมัยในยุคนั้น การที่ร้านทองในเยาวราชรุ่นบุกเบิกเป็นผู้ริเริ่มการตีตราประทับรับรองคุณภาพทองคำ ทำให้ชื่อ เยาวราช กลายเป็นสัญลักษณ์ของมาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ผู้บริโภคไว้วางใจ ห้างทองอื่น ๆ จึงใช้ชื่อนี้เพื่อเป็น ตราประทับทางจิตวิทยา ว่าทองของตนมีมาตรฐานเดียวกับแหล่งต้นกำเนิดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 

2. การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและศิลปะช่างทอง ในภาพจะเห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หนาแน่น ทั้งการสัญจรและร้านค้าที่ตั้งเรียงราย สะท้อนว่าเยาวราชไม่ใช่แค่แหล่งขาย แต่เป็นศูนย์กลางการผลิตและคัดสรร โดยเฉพาะเทคนิคการทำทองด้วยมือหรือ ทองช่างทองหลวง ที่มีชื่อเสียง ข้อมูลภายนอกแหล่งข้อมูล: การอ้างชื่อเยาวราชเป็นการสื่อถึง คุณภาพงานฝีมือ ที่ประณีตกว่าทองจากแหล่งอื่น ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์การที่เยาวราชเป็นจุดรวมของร้านทองจำนวนมาก ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและการแข่งขันที่สูง จนราคาทองเยาวราชกลายเป็นราคากลางที่ร้านทองทั่วประเทศใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง 


3. พลังของแบรนด์เชิงพื้นที่ (Geographic Branding) ภาพถ่ายแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและการค้าที่คึกคักหน้าห้างทอง ซึ่งบ่งบอกว่าพื้นที่นี้คือ หัวใจ ของการค้าทองคำ การนำชื่อ เยาวราชไปใช้ในชื่อร้านที่ตั้งอยู่ต่างจังหวัดหรือพื้นที่อื่น ๆ เป็นการดึงเอา ภาพจำของความมั่งคั่งและความศักดิ์สิทธิ์ของถนนสายมังกรไปใช้ เพื่อช่วยให้ลูกค้า
เกิดความมั่นใจในทันทีโดยไม่ต้องผ่านการพิสูจน์มากนัก


4. การสืบทอดสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ ข้อมูลเพิ่มเติมภายนอกแหล่งข้อมูล: ร้านทองจำนวนมากในต่างจังหวัดมักจะมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ หรือเป็นลูกศิษย์ที่เคยมาฝึกงานจากร้านทองเก่าแก่ในเยาวราชอย่างตั้งโต๊ะกัง การใช้ชื่อ ทองเยาวราช จึงเป็นการบ่งบอกถึงสายตระกูลของช่างทอง (Lineage) ว่าได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากแหล่งที่เชื่อถือได้จริง สรุปการวิเคราะห์ การที่ห้างทองอื่นใช้ชื่อ ทองเยาวราช เป็นการหยิบยืมต้นทุนทางสังคมและประวัติศาสตร์ที่ร้านทองรุ่นเก่าแก่ในภาพถ่าย ได้สร้าง


สะสมไว้มานานนับร้อยปี เพื่อเป็นทางลัดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า อุปมาอุปไมย ชื่อ เยาวราช ในวงการทองคำเปรียบเสมือน นามสกุลอันมั่งคั่ง ที่ใครนำไปพ่วงท้ายชื่อร้าน ก็จะได้รับความเกรงใจและความเชื่อถือในฐานะคนในตระกูลที่การันตีความซื่อสัตย์และคุณภาพงานศิลปะช่างทองมาตั้งแต่อดีตนั่นเอง