วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

European-style house by the river

 





บ้านบรรทมสินธุ์ มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นบ้านไม้สองชั้นที่สร้างอยู่ริมน้ำ (หรือตั้งอยู่บนเสาริมน้ำ) มีโครงสร้างหลังคาที่ซับซ้อนประกอบด้วยจั่วหลายด้านและมีการเจาะช่องหน้าต่างบนหลังคา (Dormer) รวมถึงมีระเบียงไม้กว้างขวางที่ยื่นออกมาเหนือผิวน้ำ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแหล่งข้อมูลที่ให้มามีเพียงรูปภาพและไม่มีรายละเอียดเนื้อหาที่เป็นลายลักษณ์อักษร ผมจึงขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลภายนอก (ซึ่งคุณควรตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง) เกี่ยวกับประวัติและความสำคัญของชื่อ บ้านบรรทมสินธุ์ ดังนี้

ประวัติและความสำคัญ (ข้อมูลจากแหล่งภายนอก) ความเป็นมาบ้าน บรรทมสินธุ์ เป็นชื่อเดิมของ บ้านพิษณุโลก ในปัจจุบัน ตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร การก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ พลเอก พระยาอนิรุทเทวา (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) อธิบดีกรมมหาดเล็กและผู้บัญชาการกรมมหรสพ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิด สถาปัตยกรรมออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อ มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) (ผู้ออกแบบ

พระที่นั่งอนันตสมาคม) โดยตัวอาคารหลักเป็นสถาปัตยกรรมแบบเนออิตาเลียนเรอเนสซองส์ (Neo-Italian Renaissance) หรือที่มักเรียกว่าสไตล์เวเนเชียนโกธิค (Venetian Gothic) ความสำคัญในภายหลังในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการซื้อบ้านหลังนี้จากตระกูลอนิรุทเทวาเพื่อใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาลและบ้านพักรับรองระดับสูง และเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านพิษณุโลก ต่อมาได้ถูกกำหนดให้เป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย ข้อสังเกตเพิ่มเติม รูปภาพในแหล่งข้อมูล แสดงให้เห็นอาคารไม้ริมน้ำที่ดูเรียบง่ายกว่าอาคารหลักของบ้านพิษณุโลกในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเป็นเรือนไม้ดั้งเดิมในอาณาบริเวณของบ้านบรรทมสินธุ์ หรือเป็นอาคารที่ชื่อซ้ำกันในสถานที่อื่น เนื่องจากสถาปัตยกรรมหลักของบ้านบรรทมสินธุ์ (บ้านพิษณุโลก) ที่มีชื่อเสียงนั้นเป็นอาคารตึกก่ออิฐถือปูนที่มีความสง่างามระดับวัง

หากคุณต้องการสรุปข้อมูลในรูปแบบอื่น เช่น รายงานสรุปหรือสไลด์นำเสนอ สามารถบอกให้ผมจัดทำได้นะ สถาปัตยกรรมไม้ของบ้านบรรทมสินธุ์ตามที่ปรากฏในภาพ สะท้อนถึงรสนิยมของราชสำนักและชนชั้นสูงในยุคนั้น (โดยเฉพาะในรัชสมัยรัชกาลที่ 6) ที่มุ่งเน้นการผสมผสานความเป็น ศิวิไลซ์(Civilized) แบบตะวันตกเข้ากับบริบทของไทยอย่างประณีต ดังนี้

การยอมรับอิทธิพลตะวันตกผ่านรายละเอียดที่ซับซ้อนรสนิยมในยุคนั้นเริ่มเปลี่ยนจากการสร้างเรือนไทยจั่วเรียบง่าย มาเป็นอาคารที่มีโครงสร้างซับซ้อนขึ้น เห็นได้ชัดจากการใช้หลังคาหลายชั้นและการเจาะช่องหน้าต่างบนหลังคา (Dormer) ถึง 3 จุด ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมยุโรปที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังแสดงถึงการนำความทันสมัยมาปรับใช้ให้เข้ากับวัสดุไม้ที่เป็นของท้องถิ่น ความนิยมในสถาปัตยกรรมแบบลูกผสม (Hybrid Architecture)

ราชสำนักในยุคนั้นโปรดการว่าจ้างสถาปนิกชาวตะวันตก เช่น มาริโอ ตามาญโญ มาออกแบบอาคาร เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าและรสนิยมที่เป็นสากล เรือนไม้หลังนี้จึงไม่ใช่เรือนไทยดั้งเดิม แต่เป็นอาคารไม้ที่ใช้รูปทรงแบบยุโรป มีการใช้หน้าต่างบานเกล็ดและราวระเบียงไม้ที่มีลวดลายประณีต สะท้อนถึงฐานะและรสนิยมของผู้ครอบครองที่ได้รับการศึกษาและใกล้ชิดกับวัฒนธรรมตะวันตก การยกระดับวิถีชีวิตริมน้ำให้เป็นสุนทรียภาพ แม้วิถีชีวิตคนไทยจะผูกพันกับน้ำมานาน แต่รสนิยมของราชสำนักในยุคนี้ได้เปลี่ยนจากการอยู่ริมน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค มาเป็นการอยู่ริมน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและสุนทรียภาพ เห็นได้จากระเบียงไม้กว้างขวางและชานพักที่ยื่นออกไปเหนือผิวน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการรับลมและชมทัศนียภาพ สอดคล้องกับชื่อพระราชทาน บรรทมสินธุ์ ที่สื่อถึงความรื่นรมย์บนสายน้ำ ความเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม: การตั้งชื่อบ้านและลักษณะอาคารที่เชื่อมโยงกับคติความเชื่อ เช่น พระนารายณ์บรรทมสินธุ์

สะท้อนว่าแม้รสนิยมภายนอกจะเป็นตะวันตก แต่รากฐานทางความคิดยังคงยึดโยงกับคติความเชื่อในราชสำนักไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นการใช้สถาปัตยกรรมเพื่อสื่อถึงบุญบารมีและตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าของบ้านในฐานะข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด สรุปได้ว่า เรือนไม้หลังนี้คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ราชสำนักไทยมีความเป็นเลิศในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมตะวันตกให้มีความนุ่มนวลและเข้ากับเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างสง่างาม

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

วัดเล่งเน่ยยี่

 




วัดมังกรกมลาวาส by ลักษณาวดี มีซิน


ปฐมบทแห่งมังกรและดอกบัวในย่านเจริญกรุง ในฐานะนักประวัติศาสตร์ศิลป์ การพิจารณา วัดมังกรกมลาวาสหรือที่คุ้นหูในนาม เล่งเน่ยยี่ จำเป็นต้องมองข้ามผ่านสถานะการเป็นเพียงศาสนสถานเพื่อไปสู่การวิเคราะห์ในฐานะ จุดยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรม" วัดแห่งนี้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2414 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยใช้เวลาก่อสร้างอย่างประณีตยาวนานถึง 8 ปีจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2422 ภายใต้การนำของพระอาจารย์สกเห็ง เพื่อเป็นรากแก้วของคณะสงฆ์จีนนิกายในสยาม นัยสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้คือการได้รับพระราชทานนาม วัดมังกรกมลาวาส จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่

หัว เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการหลอมรวมอัตลักษณ์จีนเข้ากับโครงสร้างรัฐไทยอย่างเป็นทางการ คำว่า เล่ง (มังกร) สื่อถึงอำนาจและบารมีตามหลัก ฮวงจุ้ย ของตำแหน่งที่ตั้งบนถนนเจริญกรุง ขณะที่ เน่ย (ดอกบัว) สื่อถึงความบริสุทธิ์แห่งพุทธธรรม การผสานกันของมังกรและดอกบัวจึงมิใช่เพียงชื่อ แต่คือการประกาศสภาวะทางจิตวิญญาณที่ประดิษฐานอยู่ท่ามกลางพลวัตของย่านการค้าที่มีชีวิตชีวาที่สุดของกรุงเทพฯ โดยมีสถาปัตยกรรมทำหน้าที่เป็น เปลือกภายนอกที่บรรจุรหัสลับทางความเชื่อรอให้ผู้มาเยือนได้ถอดรหัส 2. อัตลักษณ์สถาปัตยกรรมแต้จิ๋วโครงสร้างและ

นัยเชิงช่าง ผังอาคารของเล่งเน่ยยี่สะท้อนภูมิปัญญาชั้นสูงของสกุลช่างแต้จิ๋ว (จีนตอนใต้) โดยวางแปลนตามแบบ วัดหลวง ที่สร้างลำดับการเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ (Hierarchical Space) ผ่านระบบ ทางเข้า-ลานกลาง-วิหารหลัก การก้าวย่างผ่านประตูใหญ่เข้าสู่พื้นที่ภายในจึงเปรียบเสมือนการละทิ้งความสับสนทางโลกเข้าสู่สภาวะที่เป็นระเบียบตามคติจักรวาลวิทยาจีน หัวใจของงานสถาปัตยกรรมที่นี่คือการใช้เทคนิคโครงสร้างไม้และอิฐที่มั่นคง แฝงด้วยความอ่อนช้อยของหลังคาแบบ ง่อแข(Gable types) ที่มีการเชิดโค้ง

ของสันหลังคาอย่างได้จังหวะ พร้อมการประดับตกแต่งด้วยศิลปะเครื่องปั้นดินเผาแบบ เทียนกวง รูปมังกรและลวดลายมงคลที่ประดับอยู่บนสันหลังคา (Dragon Ridge) ซึ่งทำหน้าที่ปกปักรักษาอาคารตามนัยเชิงช่างวัดมังกรกมลาวาส (หรือวัดเล่งเน่ยยี่) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2414ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลระบุ

ว่าการก่อสร้างวัดแห่งนี้ใช้เวลาดำเนินการทั้งหมด 8 ปี จึงแล้วเสร็จ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2422 พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร (สกเห็ง) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก เริ่มดำรงตำแหน่งในปีที่ก่อตั้งวัดคือ พ.ศ. 2414 การจัดวางองค์ประกอบศิลป์และสัญลักษณ์บริเวณหน้าทางเข้าวัดมังกรกมลาวาสตามที่ปรากฏในภาพถ่าย มีความน่าสนใจและสะท้อนถึงคติความเชื่อทางศิลปวัฒนธรรมจีนอย่างชัดเจน ดังนี้

1. การจัดวางองค์ประกอบที่เน้นความสมดุล (Symmetry and Balance) ทางเข้าหลักและป้ายชื่อกึ่งกลางของภาพคือประตูทางเข้าที่สอบลึกเข้าไปด้านใน ด้านบนประดับป้ายชื่อ วัดมังกรกมลาวาส ในภาษาไทย ซึ่งเป็นการวางตำแหน่งจุดเด่นไว้ตรงกลางเพื่อสร้างความรู้สึกที่มั่นคงและเป็นทางการ การขนาบข้างด้วย

สัญลักษณ์คู่มีการวาง เสาคู่ที่จารึกอักษรจีน (ตุ้ยเหลียน) และ โคมไฟจีน ที่แขวนเรียงเป็นแนวตั้งทั้งสองด้านของประตู ช่วยสร้างจังหวะทางสายตาที่สมมาตรและนำไปสู่จุดศูนย์กลาง สิงโตหินผู้พิทักษ์บริเวณหน้าทางเข้าทั้งสองด้านมี สิงโตหินแกะสลัก ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานหิน ซึ่งตามคติจีนสิงโตคู่ทำหน้าที่เป็นทวารบาลหรือผู้ปกปักรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ 

2. องค์ประกอบแนวตั้งและแนวนอน (Vertical and Horizontal Lines)เส้นสายของหลังคาองค์ประกอบส่วนบนโดดเด่นด้วยเส้นแนวนอนของ หลังคาซ้อนชั้นแบบจีน ที่มีความโค้งมนและประดับด้วยลวดลายมังกรที่ดูเคลื่อนไหว ตัดกับเส้นแนวตั้งของเสาและแถวโคมไฟ พื้นผิวและลานหน้าวัด: พื้นหินด้านหน้าที่มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัดวางต่อกัน ช่วยสร้างระนาบแนวนอนที่กว้างขวาง ทำให้ตัวอาคารดูสงบและตั้งมั่นอยู่บนรากฐานที่แข็งแกร่ง

3. สัญลักษณ์เชิงความหมาย (Symbolic Elements) มังกรและสัตว์มงคลบริเวณสันหลังคามีงานประติมากรรมรูปมังกรและสัตว์มงคลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความบารมี และความเป็นสิริมงคล อักษรจีนบนเสาและป้ายการใช้ตัวอักษรจีนพู่กันบนแผ่นป้ายไม้สีเข้มข้างประตู ไม่เพียงแต่เป็นองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงาม แต่ยังสื่อถึงหลักธรรมหรือคำอวยพรที่เป็นมงคลตามประเพณีจีนความร่วมสมัยใน

พื้นที่ประวัติศาสตร์การจัดวาง ป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ที่แสดงแบบจำลองอาคารเรียนของโรงเรียนวัดมังกรกมลาวาสวิทยาลัยทางด้านขวาของภาพ เป็นการเพิ่มองค์ประกอบใหม่ที่สะท้อนถึงบทบาทของวัดในการเป็นสถานศึกษาและพัฒนาชุมชนในปัจจุบัน

4. การใช้แสงและเงาในภาพขาวดำ (Chiaroscuro Effect) ความมืดภายในซุ้มประตูที่ตัดกับความสว่างของผนังด้านนอก ช่วยสร้างมิติความลึก (Depth) ทำให้ทางเข้าดูขรึมขลังและน่าค้นหา ขณะที่เงาที่ตกกระทบบนลวดลายแกะสลักช่วยให้รายละเอียดของงานศิลปะบนหลังคาและเสาดูนูนเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

Symbols of thai power

 





Symbols of Thai Power by wofe99


เหตุผลสำคัญที่มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปฐมฤกษ์ลงใน สมุดไทย หรือสมุดข่อยนั้นปรากฏข้อมูลในแหล่งข้อมูลดังนี้

1. เพื่อความศักดิ์สิทธิ์และเป็นของขลังตามคำกล่าวของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรก ระบุว่า เมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีรับสั่งว่าการประกาศรัฐธรรมนูญเป็นของสำคัญยิ่งใหญ่ จึงควรมีพิธีรีตอง และ ทรงเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นของที่ควรจะขลัง จึงต้องการให้เขียนลงในสมุดไทย

2. การเปลี่ยนนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ราษฎรตระหนักถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองระบอบใหม่ ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นนามธรรมจึงถูกทำให้เป็น รูปธรรมผ่านสัญลักษณ์ที่สร้างการจดจำ ซึ่งสมุดไทยคือหนึ่งในสัญลักษณ์หลักนั้น

3. การสืบทอดธรรมเนียมโบราณการจารึกลงในสมุดไทยเป็น ธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยจะมีการจัดทำขึ้นครั้งละ 3 ฉบับ (ฉบับต้น 1 และคู่ฉบับ 2) ตามแบบแผนโบราณ เพื่อแยกเก็บรักษาไว้ในที่ต่าง ๆ เผื่อกรณีเกิดสงครามหรือฉบับใดสูญหาย จะได้มีฉบับที่เหลือไว้สำหรับสอบทานได้

4. เพื่อเป็นตราสัญลักษณ์ของระบอบใหม่ การใช้รัฐธรรมนูญในสมุดไทยทูนบนพานแว่นฟ้า ถูกนำมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์เพื่อให้ ระบอบใหม่ แทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแพร่หลาย การจัดทำรัฐธรรมนูญในสมุดไทยนี้ยังคงยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ โดยจะใช้ตัวอักษรที่เรียกว่า รัตนโกสินทร์ ในการจารึก และห่อด้วย "ผ้าเยียรบับ" เพื่อแสดงถึงสถานะกฎหมายสูงสุดของประเทศวัตถุประสงค์หลักของการจัดสร้างรัฐธรรมนูญจำลองจำนวน 70 ชุด ในปี พ.ศ. 2477 มีดังนี้

1. เพื่อให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน: จากแนวคิดของนายจำรัส มหาวงศ์นันทน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ที่เสนอให้อัญเชิญรัฐธรรมนูญจำลองไปยังจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้ราษฎรมีสิ่งยึดเหนี่ยวในระบอบการปกครองใหม่

2. เพื่อเผยแพร่รัฐธรรมนูญให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง: มุ่งเน้นการสร้างการรับรู้และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดให้เข้าถึงประชาชนทั่วทุกภูมิภาค

3. เพื่อให้ราษฎรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นการเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เพื่อสร้างการจดจำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การจัดสร้างในครั้งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหลวงวิจิตรวาทการ และมีการประสานงานกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรมในด้าน

การออกแบบ จนได้ลักษณะเป็นสมุดไทยลงรักปิดทองวางบนพาน 2 ชั้น ซึ่งต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดและพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทั้งในส่วนของงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรม มีรายนามดังนี้

ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรม หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบโครงสร้างทั้งหมดของอนุสาวรีย์โดยแบบของท่านเป็นแบบที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดการออกแบบที่จัดขึ้นในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ดำเนินการควบคุมการก่อสร้างในภาพรวมอีกด้วยผู้ออกแบบประติมากรรมศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และ สิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ร่วมกันออกแบบงานประติมากรรมที่ปรากฏบนอนุสาวรีย์

คณะทำงานก่อสร้างในระหว่างการก่อสร้างซึ่งเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2482 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี รับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และมี สิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ช่วยปั้นชิ้นงานอนุสาวรีย์ นอกจากนี้ ในแหล่งข้อมูลยังมีการระบุชื่อของ จิตรเสน อภัยวงศ์ ไว้ในส่วนของหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งก่อสร้างนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภายนอกที่อาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมระบุว่า จิตรเสน อภัยวงศ์ เป็นผู้ออกแบบอาคาร

รูปทรงทันสมัยที่ตั้งอยู่เรียงรายตลอดแนวถนนราชดำเนินรอบอนุสาวรีย์ แต่ตัวอนุสาวรีย์หลักเป็นผลงานของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ตามที่แหล่งข้อมูลในบทความระบุไว้ องค์ประกอบที่กลุ่มผู้ออกแบบได้สร้างสรรค์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปีก ทั้ง 4 ด้าน หรือ ประติมากรรมพานแว่นฟ้า ล้วนจงใจออกแบบมาเพื่อสื่อถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎรและการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

วัดลียบ

 




Thai Style History by Puyana


วัดราชบุรณราชวรวิหาร หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดเลียบ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและความสำคัญในฐานะศาสนสถานที่เป็นประจักษ์พยานถึงการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ไทย ดังนี้

ประวัติความเป็นมา สมัยก่อตั้ง อยุธยา - ธนบุรีเดิมชื่อว่า วัดเลียบ เป็นวัดโบราณที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดที่มีพระราชาคณะจำพรรษามาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี การสถาปนาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อราว พ.ศ. 2336 สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 1 ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวงและพระราชทานนามว่า วัดราชบุรณราชวรวิหาร ตามธรรมเนียมโบราณที่จะมีวัดชื่อนี้เป็นวัดสำคัญประจำราชธานี ควบคู่กับวัดมหาธาตุและวัดราชประดิษฐฐานการขยายตัว

และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพรัชกาลที่ 2 โปรดให้สร้างพระอุโบสถและพระวิหารใหม่ พร้อมอัญเชิญพระพุทธรูป 162 องค์จากหัวเมืองต่าง ๆ มาประดิษฐาน รัชกาลที่ 3โปรดให้ขุดคูรอบวัดและสร้าง พระพุทธปรางค์ขนาดใหญ่ประดับกระเบื้องเคลือบทั้งองค์ รัชกาลที่ 4 มีการตัดถนนตรีเพชรผ่านกลางวัด ทำให้ต้องรื้อย้ายกุฏิและสร้างห้องแถวบำรุงวัด พื้นที่บางส่วนในอดีต ซึ่งเคยมีถึง 35 ไร่ได้กลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนเพาะช่างในปัจจุบันวิกฤตการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2488 วัดถูกทิ้งระเบิดเนื่องจากอยู่ใกล้จุดยุทธศาสตร์ (สะพานพุทธฯ และโรงไฟฟ้าวัดเลียบ 

ทำให้พระอุโบสถ พระวิหาร และภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่งถูกทำลายจนเกือบหมด จนมีการประกาศยุบเลิกวัดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 การฟื้นฟู: หลังสงคราม พระราชพฤฒาจารย์ เชียง อินฺทโชโตและนายควง อภัยวงศ์ ได้ขอพระบรมราชานุญาตตั้งวัดขึ้นใหม่ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2491 และได้เริ่มบูรณะจนกระทั่งรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถจตุรมุขในปี พ.ศ. 2503, ความสำคัญของวัด 

1. ศูนย์รวมงานประณีตศิลป์ชั้นเอกพระอุโบสถจตุรมุขหลังปัจจุบันเป็นแหล่งรวมฝีมือช่างชั้นครู เช่น หลวงวิศาลศิลปกรรม และนายสง่า มะยุระ ภายในประดิษฐาน พระพุทธมหาราช พระประธานที่รัชกาลที่ 9 ทรงเททองหล่อ

2. โบราณสถานสำคัญมี พระพุทธปรางค์ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และรอดพ้นจากระเบิดในช่วงสงครามมาได้ รวมถึง สุสานญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาคารเก็บอัฐิชาวญี่ปุ่นที่สะท้อนถึงร่องรอยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

3. ความสำคัญเชิงลำดับชั้นทางศาสนาในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (มี) และ (นาค)

4. จุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรม ปัจจุบันวัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเขตพระนครที่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ และยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมชมในฐานะ จุดเช็คอิน ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยโดยสรุป วัดราชบุรณราชวรวิหารไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานเพื่อการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและการฟื้นตัวจากสงคราม จนกลับมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของกรุงเทพมหานคร สาเหตุสำคัญที่ทำให้วัดราชบุรณราชวรวิหาร วัดเลียบ ถูกสั่งยุบเลิกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรายละเอียดดังนี้

ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่อันตรายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญที่เป็นเป้าหมายโจมตีทางอากาศ คือ สะพานพระพุทธยอดฟ้า และ โรงไฟฟ้าวัดเลียบ การถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2488 เครื่องบินได้ทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้วัดได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงความพินาศของศาสนสถาน:แรงระเบิดได้ทำลายพระอุโบสถ พระวิหาร กุฏิ และเสนาสนะต่าง ๆ จนเกือบหมดสิ้น นอกจากนี้ ยังสูญเสียทรัพย์สินทางศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้อย่างภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่งภายในพระอุโบสถที่ถูกทำลายไปพร้อมกันด้วย

สภาพวัดที่เหลือเพียงซากหลังการโจมตี สิ่งที่เหลือรอดมาได้มีเพียงพระพุทธปรางค์ สุสานญี่ปุ่น และพระพุทธรูปในสภาพที่ชำรุดเสียหายเท่านั้น มติการยุบเลิกเนื่องจากวัดได้รับความเสียหายแทบทั้งหมดจนไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ คณะสังฆมนตรีและคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นสมควรให้ยุบเลิกวัดประกาศอย่างเป็นทางการ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศยุบเลิกวัดราชบุรณราชวรวิหารอย่างเป็นทางการเมื่อ

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 หลังจากมีการยุบเลิกวัดแล้ว แหล่งข้อมูลระบุว่าได้มีการอนุญาตให้วัดอื่น ๆ ทั่วประเทศสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปที่ยังหลงเหลืออยู่ไปประดิษฐานยังวัดของตนได้ตามความประสงค์ ก่อนที่จะมีการริเริ่มดำเนินการขอตั้งวัดขึ้นใหม่และบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งในปี พ.ศ. 2491

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

Woengnakornkasaem

 



Woengnakornkasaem by ลักษณาวดี มีซิน





เวิ้งนาครเขษม มีความหมายอันเป็นมงคลว่า เวิ้งอันเป็นที่รื่นรมย์ของชาวเมือง โดยมีรายละเอียดที่มาของชื่อดังนี้ ผู้ประทานชื่อชื่อนี้ได้รับประทานมาจาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เหตุผลในการตั้งชื่อ: ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าฯ ให้ขุดไว้เพื่อให้ประชาชนใช้สอย เรียกว่า วังน้ำทิพย์เมื่อเวลาผ่านไปมีชุมชนเกิดขึ้นโดยรอบสระน้ำ เจ้าฟ้าบริพัตรฯ จึงโปรดให้ถมสระน้ำนั้นจนกลายเป็นพื้นที่

โล่งกว้าง (เวิ้ง) และตั้งชื่อเพื่อให้เป็นสถานที่ที่สร้างความสุขและความรื่นรมย์ให้กับชาวเมืองที่อาศัยอยู่โดยรอบการเรียกในปัจจุบันแม้ชื่อดั้งเดิมจะสะกดว่า นาครเขษม แต่ต่อมาประชาชนได้เรียกเพี้ยนไปจนกลายเป็น เวิ้งนครเกษม ซึ่งเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยและถูกนำมาใช้เป็นชื่อโครงการพัฒนาพื้นที่ใน

ปัจจุบันความหมายของชื่อนี้เปรียบเสมือนการนิยาม สวนหลังบ้านของเมือง ในยุคอดีต ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับมอบความสุขและการพักผ่อนหย่อนใจให้แก่ผู้คนในชุมชนนั่นเองมรดกทางวัฒนธรรมของเวิ้งนาครเขษม เป็นการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ราชสำนัก วิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายจีน และวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ที่สืบทอดมานานกว่าศตวรรษ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. รากฐานจากพื้นที่หลวงสู่รื่นรมย์ของชาวเมือง มรดกในเชิงพื้นที่เริ่มต้นจากที่ดินของราชสกุล โดยเดิมเรียกว่า เวิ้งท่านเลื่อน และเคยเป็นที่ตั้งของ วังน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดเพื่อให้ประชาชนได้ใช้สอยต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ประทานชื่อว่า เวิ้งนาครเขษม ซึ่งหมายถึงเวิ้งอันเป็นที่รื่นรมย์ของชาวเมือง และกลายเป็นรากฐานของชุมชนการค้าในเวลาต่อมา

2. อัตลักษณ์แห่ง ตลาดการค้าในตำนาน เวิ้งนาครเขษมสั่งสมมรดกผ่านวิถีการค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละยุคสมัยตลาดโจร (Thief Market) หลังการเลิกทาส อดีตทาสนำทรัพย์สินจากวังมาขายในย่านนี้ กลายเป็นแหล่งค้าของเก่าและของโบราณที่ชาวต่างชาติต่างรู้จัก ศูนย์รวมเครื่องดนตรีและนวัตกรรมเป็นตลาดแรกที่มีการนำเข้า เครื่องดนตรีตะวันตก มาจำหน่ายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และยังเป็นที่ตั้งของ โรงภาพยนตร์นาครเขษม ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ภายในศูนย์การค้าแห่งแรกของไทย แหล่งรวมสินค้าเฉพาะทาง ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องครัว เครื่องทองเหลือง หนังสือเก่า และแผ่นเสียงหายาก ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนจดจำ

3. มรดกทางสถาปัตยกรรมและวิถีชุมชน สถาปัตยกรรมร่วมสมัย อาคารในเวิ้งฯ ยุคแรกออกแบบทรงตะวันตก มีลายปูนปั้นที่กรอบประตูหน้าต่าง และซุ้มประตูไม้สักฉลุลวดลายอย่างวิจิตร แม้แต่ใน MV Haegeum ของศิลปินระดับโลกอย่าง Suga (Agust D) ยังเลือกใช้บรรยากาศของที่นี่สะท้อนอัตลักษณ์ไชน่าทาวน์ในไทย จิตวิญญาณชุมชน ครอบครัวกว่า 440 ครัวเรือนสืบทอดกิจการมาหลายชั่วอายุคน มรดกที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องเล่าและความทรงจำ ของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ต่อสู้สร้างเนื้อสร้างตัวมานานกว่า 100 ปี

4. การอนุรักษ์และการตีความใหม่ (Legacy of the Past) ในปัจจุบัน มรดกทางวัฒนธรรมนี้กำลังถูกนำมาตีความใหม่ผ่านโครงการ เวิ้งนครเกษม เยาวราช ของ AWC การรักษาโครงสร้างเดิมมีการอนุรักษ์โครงสร้างภายนอกของอาคารพาณิชย์เก่าแก่เพื่อปรับปรุงเป็นโรงแรมหรูและพื้นที่ค้าปลีก สัญลักษณ์ใหม่ การสร้าง ศาลาจีน (Chinese Pavilion) สูง 8 ชั้น เพื่อเป็นภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่ และการจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์เวิ้งนครเกษม เพื่อจัดแสดงสิ่งของและภาพประวัติศาสตร์ของชุมชนดั้งเดิม,การเชื่อมต่อยุคสมัย: การนำเอา

มรดกทางวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด Legacy of the Past, Inspiration of Tomorrow มรดกทางวัฒนธรรมของที่นี่เปรียบเสมือนวัตถุโบราณล้ำค่าที่ถูกนำมาจัดวางในตู้โชว์สมัยใหม่ แม้ตัวตนดั้งเดิมในฐานะชุมชนที่มีชีวิตจะเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ (การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส) แต่เรื่องราวและรูปแบบทางสถาปัตยกรรม (วัตถุโบราณ) ยังคงถูกรักษาและนำเสนอใหม่เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีต

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Grand Palace

 





The Grand Palace by ใกล้รุ่ง


พระบรมมหาราชวัง โดยพิจารณาจากแหล่งข้อมูลและประวัติการสนทนา สามารถวิเคราะห์ความสำคัญในด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้

1. ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม พระบรมมหาราชวังไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่ยังเป็น คลังข้อมูล ที่รวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และงานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของชาติไว้ในที่เดียวกัน จากภาพในแหล่งข้อมูล เราจะเห็นงานสถาปัตยกรรมที่มีความวิจิตรบรรจง เช่น ศาลาทรงแปดเหลี่ยม ที่มีฐานขาสิงห์สูงตระหง่าน เสารับซุ้มโค้ง (Arch) และหลังคาทรงโดมประดับยอดแหลม ซึ่งสะท้อนถึงยุคสมัยของการรับอิทธิพลศิลปะสากลมาผสมผสานกับอัตลักษณ์ไทย


2. อัตลักษณ์สถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน หนึ่งในเสน่ห์ที่โดดเด่นของพระบรมมหาราชวังคือการอยู่ร่วมกันของงานศิลปะหลายรูปแบบ งานไทยประเพณีเห็นได้จากอาคารในพื้นหลังที่มีหลังคาประดับช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ งานอิทธิพลตะวันตก สะท้อนผ่านโครงสร้างเรขาคณิตที่มีความสมมาตร การใช้ซุ้มโค้งแบบฝรั่ง และทรงหลังคาแบบโดมที่เห็นได้ชัดเจนในอนุสรณ์สถานส่วนหน้าความประณีตเชิงช่างรายละเอียดการแกะสลักที่หัวเสาและฐานบัวซ้อนชั้น แสดงถึงฝีมือช่างหลวงที่ละเอียดลออที่สุดเพื่อเชิดชูความสำคัญของสถานที่ 

3. การจัดการพื้นที่และลำดับชั้นความศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ภายในพระบรมมหาราชวังมีการจัดระเบียบอย่างเป็นสากลและมีความหมายเชิงสัญลักษณ์พื้นที่โล่งและการสร้างระยะการจัดวางสิ่งก่อสร้างบนลานหินกว้างช่วยส่งเสริมให้อาคารแต่ละองค์ดูโดดเด่นและมีสง่าราศี การกำหนดเขตมีการใช้โซ่กั้นและเสาตกแต่งเพื่อสร้างอาณาเขตของสิ่งก่อสร้างศักดิ์สิทธิ์ แยกออกจากพื้นที่ทางเดินทั่วไป


4. แหล่งเรียนรู้และการเยี่ยมชม ในปัจจุบัน พระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่มีระบบการจัดการที่ดี โดยมี ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีส่วนของ คลังภาพ ที่รวบรวมความงดงามของสถานที่ไว้ให้ศึกษาค้นคว้าได้อีกด้วย หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ พระบรมมหาราชวังเปรียบเสมือน พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต(Living Museum) ที่รวบรวมมรดกทางปัญญา ความศรัทธา และศิลปวิทยาการของไทยในแต่ละยุคสมัยมาถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเพชรยอดมงกุฎของสถาปัตยกรรมไทย

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยอ้างอิงจากข้อมูลในแหล่งข้อมูลและบริบทของสถาปัตยกรรมที่ปรากฏในภาพ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้
ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงว่า ภาพในแหล่งข้อมูล นั้นไม่ใช่ตัวองค์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทโดยตรง แต่เป็น ศาลาหรืออนุสรณ์สถานขนาดเล็ก (เช่น ศาลาเครื่องราชอิสริยาภรณ์) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันภายในเขตพระราชฐาน ซึ่งสะท้อนถึง อิทธิพลทางสถาปัตยกรรมแบบเดียวกัน กับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ดังนี้ สถาปัตยกรรมแบบ

ผสมผสาน (Eclecticism) เช่นเดียวกับอาคารในภาพ ที่มีการใช้ โดม (Dome) และ ซุ้มโค้ง (Arch) แบบตะวันตก ผสมกับยอดแหลมและลวดลายไทย พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทถือเป็สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดในลักษณะ ฝรั่งสวมชฎา คือมีตัวอาคารเป็นแบสถาปัตยกรรมตะวันตก (Renaissance) แต่ส่วนหลังคาเป็นทรงปราสาทแบบไทยประเพณี สัญลักษณ์ของการปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ สถาปัตยกรรมที่มีความสมมาตรและใช้โครงสร้างที่ดูแข็งแรงดังที่เห็นในภาพ สะท้อนถึงประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคแห่งการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยตามแบบสากล(Westernization) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมีอารยธรรมของสยามในขณะนั้น 

ความละเอียดอ่อนของงานช่างงานฐานขาสิงห์และรายละเอียดบัวปลายเสาในแหล่งข้อมูล แสดงให้เห็นถึงความพยายามของช่างไทยในการรักษา อัตลักษณ์ของศิลปะไทย ไว้แม้จะใช้รูปแบบอาคารที่เป็นสากลมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับการออกแบบพระที่นั่งจักรีมหาปราสาททีต้องการรักษา ยอดปราสาทไว้เพื่อบ่งบอกถึงสถานะความเป็นพระมหากษัตริย์ไทย ความสมบูรณ์แบบทางเรขาคณิตการใช้ผังแปดเหลี่ยมและความสมมาตรแบบรัศมีในภาพ เป็นการนำหลักเรขาคณิตมาใช้เพื่อให้สิ่งก่อสร้างดูสง่างามจากทุกมุมมอง ซึ่งสอดคล้องกับการวางผังอาคารหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่มีความสมมาตรและโอ่อ่าเป็นพิเศษ


ข้อมูลส่วนที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลเพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น (เนื่องจากข้อมูลนี้อยู่นอกเหนือจากแหล่งข้อมูลที่ให้มา) พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท องค์จริงนั้นเดิมทีถูกออกแบบให้มีหลังคาเป็นโดมแบบตะวันตกทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับตัวอาคาร แต่ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นหลังคาทรงปราสาทตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 เพื่อรักษาธรรมเนียมการสร้างปราสาทในพระราชวังไว้หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและอาคารในลักษณะนี้เปรียบเสมือน ทูตทางวัฒนธรรมที่สื่อสารกับโลกด้วยภาษาตะวันตก (โครงสร้างและโดม) แต่ยังคงสวมชุดประจำชาติอย่างเต็มภาคภูมิ (ยอดปราสาทและลวดลายไทย) เพื่อประกาศเอกราชและอารยธรรมของชาติ